ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
Menu
   บริการ
       ค่าส่งตรวจ
           - สไลด์ปรึกษา
           - อณูฯ,EM,FISH,Flow
           - จุลพยาธิ
   ข่าว
   เกี่ยวกับเรา
       แผนที่
   ดาวน์โหลด
     
 

การส่งตรวจ

 
 
การส่งตรวจ
   วิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจ
   วิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจทางศัลยพยาธิ
   สิ่งส่งตรวจทางเซลล์วิทยา
           การส่งตรวจเซลล์ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี (Pap smear)
           การส่งสไลด์ตรวจทางเซลล์วิทยา (Pap smear)
           การส่งตรวจทางเซลล์วิทยาของเสมหะ
            วิธีการเตรียมสไลด์จากเสมหะที่เก็บมาได้เพื่อการส่งตรวจ
            การส่งตรวจน้ำจากช่องปอด ช่องท้อง และช่องเยื่อหุ้มหัวใจ
            Bronchial Washing
            Bronchial Brushing
            Gastric Washing
            การเก็บปัสสาวะเพื่อการส่งตรวจทางเซลล์วิทยา
            Fine Needle Aspiration (FNA)
            การเตรียมสไลด์เพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา (Non-gynecology and FNA)
   สิ่งส่งตรวจที่ต้องการตัดชิ้นเนื้อโดยวิธีแช่แข็ง (Frozen sections)
   การส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron microscopic examination)
   การกำหนดวิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจทางอณูพยาธิวิทยา
   สิ่งส่งตรวจทางฮิสโตเคมี (Histochemistry)
   สิ่งส่งตรวจทางอิมมูโนฮีสโตเคมี (Immunohistochemistry)
   วิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ
   สไลด์ปรึกษา
   พิพิธภัณฑ์พยาธิวิทยา
   งานตรวจศพ
   งานบริการตรวจพิเศษ
   วิธีการเตรียมน้ำยาที่ใช้สำหรับเก็บชิ้นเนื้อ Kidney biopsy
   วิธีการวางชิ้นเนื้อใน OCT compound
 
คำแนะนำโดยทั่วไป

1. สิ่งส่งตรวจทุกชนิด
          ต้อง ระบุชื่อ - นามสกุลผู้ป่วย อายุ, เพศ, เลขที่ทั่วไป, เลขที่ภายใน (ถ้ามี) ชื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจ ชนิดของสิ่งส่งตรวจ
                และหรือตำแหน่งและระบุ ความต้องการตรวจให้ชัดเจน
          ต้อง มีใบนำส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
          ต้อง มีใบ Request และกรอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่ มีในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน
                กรณีต้องการผลด่วนให้เขียนคำว่าด่วนบนหัวกระดาษ (ควรเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ๆ)

 
2. การส่งตรวจต่อไปนี้ต้องมีการแจ้งล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วัน โดยทำการแจ้งไปยังกลุ่มงานที่รับผิดชอบตามหมายเลขโทรศัพท์แนบท้ายนี้
          Frozen section กลุ่มงานจุลพยาธิ ต่อ 126 คุณอาริษา
          Kidney biopsy กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ ต่อ 215 คุณนัดดา
          Electron Microscopic Examination กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ ต่อ 215 คุณไชยยงค์
 
3. กรุณาปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อวิธีการเก็บและวิธีส่งสิ่งส่งตรวจของงานบริการแต่ละประเภทเพื่อประโยชน์ สูงสุดของผู้รับบริการและหรือผู้ป่วย
 
วิธีเตรียมชิ้นเนื้อ
          วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่ต้องเตรียม
          1. ขวดปากกว้างมีฝาปิดสนิทขนาดต่าง ๆ อาจจะใช้ขวดแก้วใส ขวดพลาสติกใส หรือ
             ถุงพลาสติกก็ได้ขึ้นกับขนาดของชิ้นเนื้อ
          2. ใบส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
          3. ป้ายกระดาษที่ไม่ฉีกขาดง่ายเมื่อถูกน้ำสำหรับปิดขวด
          4. น้ำยาสำหรับแช่เนื้อที่เหมาะสม คือ Neutral buffered formalin
          วิธีผสม
             40 % Formaldehyde                                         100 cc.
             น้ำกลั่น                                                        900 cc.
             Sodium dihydrogen phosphate monohydrate              4 กรัม
             Disodium hydrogen phosphate anhydrous               6.5 กรัม
 
การแช่ชิ้นเนื้อ
          1. ชิ้นเนื้อทุกชนิดที่ได้จากการผ่าตัด, การไบอ็อบซี่ ต้องแช่ชิ้นเนื้อในน้ำยา บัพเฟอร์ ฟอร์มาลินเพื่อป้องกันการเน่า โดยใส่ขวดปากกว้างพอที่จะนำชิ้นเนื้อออกมาได้เมื่อชิ้นเนื้อแข็งเต็มที่แล้ว ขวดควรจะมี ฝาปิดสนิทป้องกันการระเหย ปริมาตรน้ำยาที่ใช้ประมาณ 10-12 เท่าของชิ้นเนื้อ ขวดที่ใส่ชิ้นเนื้อจะต้อง ปิดฉลากชื่อ, นามสกุล, เพศ, อายุ, เลขที่ภายในของโรงพยาบาล วัน เดือน ปี ที่มาของชิ้นเนื้อว่าตัดมาจาก อวัยวะใน ส่วนใด ของร่างกาย ขวาหรือซ้าย ชื่อแพทย์ผู้ส่งตรวจ และคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการสลับ ชิ้นเนื้อใช้ดินสอและปากกาลูกลื่นที่ไม่ลบเลือนในน้ำยาฟอร์มาลินและแอลกอฮอล์ เขียนฉลาก
          2. ถ้าหากชิ้นเนื้อมีขนาดใหญ่ น้ำยาจะซึมผ่านได้ไม่ตลอดทำให้เนื้อส่วนที่อยู่ลึกจากผิวเน่า จึงควรจะฝานเนื้อเป็นชิ้น ๆ มีความหนาประมาณ 1-2 ซม. โดยไม่ขาดจากกัน และต้องไม่ทำให้ชิ้นเนื้อ เสียรูปร่าง คือ สามารถจะจัดเรียงเป็นรูปเดิมได้ เพื่อการตรวจทางกายวิภาคให้ถูกต้อง ถ้าหากชิ้นเนื้อ มีขนาดเล็กมาก ควรห่อด้วยกระดาษสาชั้นหนึ่งก่อนแช่น้ำยา
          3. โดยทั่วๆ ไป พยาธิแพทย์มีความประสงค์จะตรวจชิ้นเนื้อทั้งหมดที่ตัดออกมาจากผู้ป่วยเพื่อ จะได้ดูถึงพยาธิสภาพทั้งด้วยตาเปล่าและด้วยกล้องจลทรรศน์ และบันทึกเป็นหลักฐานทางวิชาการได้ ถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและการติดตามผลภายหลัง
 
วิธีเตรียมส่ง
          การห่อชิ้นเนื้ออาจปฏิบัติวิธีใดวิธีหนึ่งก็ได้และแต่ความสะดวก
          1. ส่งทั้งขวดที่มีน้ำยาฟอร์มาลินและเนื้อแชอยู่ โดยฝาขวดจะต้องปิดสนิทน้ำยาไม่สามารถ ไหลออกมาได้ การบรรจุในขวด ควรมีวัสดุรองกันและรอบ ๆ กล่องพัสดุ เพื่อป้องกันการกระแทก ระหว่างการนำส่ง
          2. ส่งโดยห่อด้วยถุงพลาสติกหนา ๆ วิธีนี้อาจจะทำให้ทุ่นค่าส่งทางไปรษณีย์ได้และไม่มีปัญหา เรื่องขวดแตก มีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้ นำชิ้นเนื้อที่แช่น้ำยา Buffered formalin ใส่ถุงพลาสติกหนา ๆ ปิดฝาถุงให้สนิท โดยใช้น้ำยา ที่ละลายพลาสติก เช่น คลอโรฟอร์ม เชื่อมที่ขอบทุกด้านไม่ให้มีรูรั่วหรืออาจจะใช้เครื่องปิดถุงพลาสติก ด้วยไฟฟ้า (ถ้ามี) หรือใช้ยางรัด การใส่ถุงนี้ควรใส่ถุงหลายชั้น เพื่อป้องกันการรั่วซึม และการระเหย ของฟอร์มาลิน
 
การส่งชิ้นเนื้อ
          ชิ้นเนื้อและใบส่งตรวจห่อตามระเบียบของพัสดุไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างทาง หรือนำส่งด้วยตนเองโดยส่งพร้อมหนังสือราชการนำส่ง และแจ้งจำนวนพร้อมรายชื่อผู้ป่วยเพื่อป้องกัน การสูญหาย
 
การส่งชิ้นเนื้อทางศัลยพยาธิ
          A: 1. ชิ้นเนื้อแช่น้ำยา (Neutral buffered formalin) บรรจุในภาชนะที่มี ฝาปิดสนิท
              2. ใบประวัติผู้ป่วย ที่กรอกละเอียดครบถ้วน ชัดเจน ใช้ดินสอหรือหมึกที่ไม่ละลายในน้ำยาฟอร์มาลิน
              3. ใบนำส่ง
          B: ในกรณีที่ส่งชิ้นเนื้อมาครั้งละมากๆ ควรมีใบรายชื่อผู้ป่วยทั้งหมดกำกับมาด้วย เพื่อป้องกันการสูญหาย และสลับชิ้นเนื้อ
          C: บรรจุชิ้นเนื้อ, ใบประวัติ, ใบนำส่ง ลงในกล่องที่มีเศษวัสดุกันกระแทกอย่างดี
          D: นำส่งไปรษณีย์ จ่าหน้าถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา สถาบันพยาธิวิทยา เลขที่ 2/2 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
 

หลักการทั่วไป
          1. ให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่ผู้ป่วยก่อนเก็บสิ่งส่งตรวจ (Specimen)
          2. เก็บอย่างถูกวิธี เพื่อให้เซลล์อยู่ในสภาพดี ง่ายต่อการวินิจฉัย
          3. สิ่งส่งตรวจที่เป็นสารน้ำ หากไม่สามารถส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมงให้แช่ในตู้เย็น
             (ช่องธรรมดาดังรูป) หรือ ใส่น้ำยา Fixative ตามตารางด้านล่าง

ชนิดของ specimen
น้ำยา prefixative
Sputum 50-70% ethanol
Bronchial washing 50-70% ethanol (1:1)
Pleural, peritonea, and pericardial fluid 50% ethanol (1:1)
Urine 50% ethanol (1:1)
Gastric Washing 50% ethanol (1:1)
  95% ethanol (ถ้าใช้ Ringer's solution หรือ Normal saline ในการ wash)
          4. สิ่งส่งตรวจถ้าต้องการส่งเป็นสไลด์ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการเตรียมสไลด์อย่างเคร่งครัด
 
ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วย
          1. ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันที่มาตรวจ
          2. ไม่ควรทำความสะอาดภายในช่องคลอดก่อนตรวจ 2-4 ชั่วโมง
          3. ไม่ใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนตรวจ 24 ชั่วโมง
 
วิธีการทำและการส่งตรวจ
          1. การตรวจหาเซลล์มะเร็งของปากมดลูก จะได้ผลดีแน่นอนเมื่อป้ายเซลล์จากคอมดลูก
(endocervix) และปากมดลูก (ectocervix)
          2. การตรวจหาเซลล์มะเร็งของเยื่อบุมดลูก ของรังไข่ ควรป้ายเซลล์จาก vaginal pool
เพิ่มอีก 1 สไลด์
          3. กรอบประวัติที่สำคัญ คือ วันที่ทำสเมียร์ ประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติการตั้งครรภ์ บุตรคนสุดท้าย ประวัติการรักษา ชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วย
          4. เขียน ชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วยลงบนสไลด์ที่เตรียมไว้
          5. เตรียมน้ำยา fixative คือ 95% ethanol
          6. ถุงมือที่ใช้อย่างให้ติดแป้ง เพราะผงแป้งอาจจะไปติดเครื่องมือ หรือ บังเซลล์บนสไลด์
          7. Speculum ที่ใช้ควรจุ่มในน้ำ Sterile normal saline ไม่ควรใช้น้ำยาหรือ วัสดุหล่อลื่นใดๆ
          8. อย่าเช็ดเยื่อที่บุผิวของปากมดลูก หรือเมือกที่ติดอยู่ทิ้งไป
          9. หลังจากป้ายเซลล์จากผู้ป่วยลงบนสไลด์แล้ว ให้แช่สไลด์ลงในน้ำยา fixative ทันที
          10. ถ้าเผลอทิ้งสไลด์ไว้จนแห้ง แก้ไขโดยจุ่มทิ้งไว้ใน 0.9% normal saline 2-3 นาทีก่อน นำไปแช่ในน้ำยา fixative
          11. แช่สไลด์ไว้ในน้ำยา fixative อย่างน้อย 15 นาทีแล้วนำออกมาผึ่งให้แห้งเพื่อส่งตรวจต่อไป
          12. หากสถานที่ส่งตรวจอยู่ไกล ควรแช่สไลด์ไว้ในน้ำยา fixative อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก่อนนำมา ผึ่งให้แห้งเตรียมส่ง
 
          1. เขียนชื่อ - นามสกุล ผู้ป่วย บนหัวสไลด์ฝ้า
          2. หลังจากป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์ แช่ในน้ำยา 95 % ethanol ทันที
          3. หลังแช่อย่างน้อย 15 นาที นำออกมาผึ่งให้แห้ง แล้วห่อกระดาษเขียนชื่อ - นามสกุล (A) นำส่งพร้อมใบประวัติ (B) และใบนำส่ง (C)
 

ข้อแนะนำ
          1. ให้ผู้ป่วยเก็บเสมหะตอนเช้าตรู่ สามวันติดกันเป็นอย่างน้อย
          2. ก่อนขากเสมหะ ให้ผู้ป่วยแปรงฟัน และบ้วนปากให้สะอาด
          3. เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่น้ำลาย ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าเต็มที่ แล้วหายใจออกยาวๆ ทำติดต่อกันสักพัก

 
วิธีเก็บเสมหะ
          1. เสมหะที่ได้เก็บใส่ขวดขึ้น ๆ ปากกว้าง กรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ภายใน 12-24 ชั่วโมง ควรเก็บขวดเสมหะไว้ในตู้เย็นหรือเติม 50-70 % ethanol แล้วปิดปากขวดให้สนิท เช็ดรอบ ขวดให้สะอาด
          2. เขียนชื่อ-นามสกุล เลขที่ทั่วไป วัน-เดือน-ปี ที่เก็บเสมหะ ลงบนกระดาษกาวย่น เขียนด้วย ดินสอหรือหมึกชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ปิดที่ข้างขวด
          3. นำเสมหะที่เก็บส่งตรวจทุกวัน จนครบ 3 วัน หรือรวบรวมส่งตรวจพร้อมกัน
          4. ในรายที่ผู้ป่วยไม่ไอ หรือไม่มีเสมหะ จำเป็นต้องใช้การ induced sputum โดยการทำ aerosal inhalation :
                                                  ส่วนผสม : Sodium chloride 150 g.
                                                              : Propylenegycol 200 ml.
                                                              : น้ำกลั่น 800 ml.
          นำ sodium chloride ละลายใน propyleneglycol และผสมกับน้ำกลั่น ทำให้ร้อนถึง< อุณหภูมิ 115 องศาฟาเรนไฮท์ใน nebulizer แล้วทำให้เป็นละอองโดย แอร์ปั๊ม ให้ผู้ป่วย หายใจเข้า ๆ ออก ๆ ผ่านทาง mouth piece นาน 5-10 นาที จะทำให้ผู้ป่วยไอ ได้เสมหะ ส่งตรวจ และควรระบุที่ใบส่งตรวจ ด้วยว่าเป็น "induced sputum"

          5. รายที่ทำ rigid bronchoscopy แล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ยังส่งสัยว่าเป็นมะเร็ง การเก็บ เสมหะภายหลังการส่องกล้อง 24 ชั่วโมง จะได้เสมหะมาก เนื่องจากผู้ป่วยมักมีเสมหะ ออกมากภายใน 24 ชั่วโมง ทำให้ตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติได้ง่าย
          6 รายที่ทำ flexible bronchoscopy การตรวจเสมหะ 24 ชั่วโมง ภายหลังการส่องกล้อง ไม่พบว่ามีประโยชน์ เพราะการตรวจโดย flexible bronchoscope มักจะพบสิ่งผิดปกติ อยู่แล้ว

 
          กรณีที่ส่งตรวจไปยังห้องปฏิบัติการที่อยู่ไกล การป้ายเสมหะที่เก็บมาได้ลงบนสไลด์ อย่างถูกวิธีจะช่วยในการวินิจฉัยได้
 
วิธีการ : เสมหะสดที่เก็บมาได้ควรทำทันที โดยเทใส่ภาชนะปากกว้าง สีขาว เพื่อที่จะทำให้ เห็นได้ชัด เลือกส่วนที่แตกต่างกันหลาย ๆ แห่ง เช่น ส่วนที่เป็นก้อน ส่วนที่มีสีเลือด วางบนสไลด์ แล้วใช้สไลด์อีกแผ่นหนึ่งวางประกบด้านบน ดึงครูดไปมาเพื่อให้ก้อนเสมหะกระจายทั่วสไลด์และบาง สม่ำเสมอกัน นำสไลด์แช่ใน 95 % ethanol ทันที แช่ทิ้งไว้นานอย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นมาผึ่งให้แห้ง (เสมหะที่เก็บใน 50-70 % ethanol การเตรียมต้องใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย albumin ส่วนวิธีการ อื่น ๆ เช่น เดียวกับการป้ายเสมหะสด)

หมายเหตุ กรณีที่เติม 50-70 % ethanol ลงไปใน specimen การป้ายเซลล์ลงบนสไลด์ต้องใช้ สไลด์ที่เคลือบด้วย egg albumin เพราะแอลกอฮอล์ทำให้โปรตีนตกตะกอน จึงทำให้การติดของเซลล์ เมื่อป้ายลงบนสไลด์ไม่ดีเท่าที่ควร

 
ข้อแนะนำ ให้ผู้ป่วยพลิกตัวไปมาหลาย ๆ ครั้งบนเตียง ก่อนทำการเจาะ
 
วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ
          1. เขียนประวัติที่สำคัญ ลงในใบส่งตรวจระบุวัน-เดือน-ปี ที่ทำการเจาะ จำนวนน้ำและลักษณะ พร้อมทั้งสีของน้ำลงในใบส่งตรวจ
          2. น้ำที่เจาะได้จากช่องปอด ช่องท้องหรือช่องเยื่อหุ้มหัวใจ ให้เติม heparin ลงไปเพื่อกัน ไม่ให้เกิดการแข็งตัว

                    Hheparin (ชนิด 1:1000) 1 ml. ต่อ 100 ml. ของน้ำที่เจาะได้

          3. หากน้ำที่เจาะได้มีมากกว่า 500 ml. อาจส่งตรวจทั้งหมดหรือตั้งทิ้งไว้ในตู้เย็นนาน ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เซลล์ตกตะกอน เทน้ำส่วนบนออกบางส่วน จนเหลือน้ำส่วนล่างที่เจาะ ได้ประมาณ 200 ml.
          4. นำส่งห้องปฏิบัติการทันที กรณีที่เจาะในเวลาที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ทันทีเช่นเวลา กลางคืนให้เก็บไว้ในตู้เย็น (ห้ามแช่แข็ง) ไว้จนกว่าจะถึงเวลานำส่งหรือเติม 50 % ethanol ลงไปในอัตราส่วน 1:1
          5. รายที่ส่งไปตรวจไกลให้ส่งโดยการป้ายลงบนสไลด์ซึ่งทำได้โดย
              -นำน้ำที่เจาะได้ไปปั่น (ด้วยเครื่อง centrifuge) อัตราเร็ว 4000/รอบ/นาที นาน 10 นาที
              -เทน้ำส่วนบนทิ้ง นำส่วนตะกอนก้นหลอดป้ายลงบนสไลด์ 4 แผ่น ไถแบบเดียวกับ การเจาะเลือด
              -เขียนชื่อ-นามสกุล ของผู้ป่วยลงบนสไลด์

 
น้ำที่ได้ทั้งหมด ผสมกับ 50-70 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1
การเตรียมสไลด์ และการส่งตรวจเช่นเดียวกับ น้ำที่ได้จากปอดหรือช่องท้อง
 
          สไลด์ที่ได้จากการทำ bronchial brushing จุ่มทันทีลงในน้ำยา fixative (95 % ethanol) นาน 24 ชั่วโมง นำส่งตรวจพร้อมกับใบประวัติ
 
การเตรียมผู้ป่วย
          1. ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเหลวมื้อเย็นของวันก่อนมาทำการตรวจ
          2. งดอาหารและยาทุกชนิด ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ให้ดื่มน้ำเปล่าให้มาก ๆ
          3. รายที่มีการอุดตันของกระเพาะอาหาร ให้ล้างกระเพาะอาหารก่อนนอน
          4. เช้าวันทำการตรวจ ให้ดูดของเหลวในกระเพาะออกให้หมด แล้วใส่ normal saline ประมาณ 300-400 ml. ลงไปใช้ syringe ขนาด 50 ml. ดูดน้ำเกลือขึ้นลงสักครู่ แล้วให้ผู้ป่วย พลิกตัวคว่ำหงาย ตะแคงซ้าย-ขวา แล้วลุกขึ้นนั่ง 5 นาที ดูดน้ำในกระเพาะออกมาก ผสมกับ 95 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1 การเตรียมสไลด์และการส่งตรวจ เช่นเดียวกับน้ำที่ได้จากปอดหรือช่องท้อง
 
วิธีการเก็บปัสสาวะ
          1. ผู้ป่วยชายใช้ปัสสาวะถ่ายเอง (หากคาสายสวนอยู่แล้วก็เก็บจากสายสวนได้) ส่วนผู้ป่วยหญิงควรสวนปัสสาวะ (ด้วย sterile technique) เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเซลล์ จากอวัยวะสืบพันธุ์
          2. เก็บปัสสาวะในช่วงเช้าประมาณ 100 ml. ผสมกับ 50 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1
          3. เก็บวันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน
 
การส่งตรวจ
          1. ถ้าสิ่งที่ดูดได้มีลักษณะเป็นน้ำ เนื่องจากก้อนที่เจาะเป็น cyst ให้นำน้ำที่เจาะได้ใส่ขวด ส่งห้องปฏิบัติการทันที หรือใส่ขวดแล้วเติม 50-70 % ethanol ในอัตราส่วน 1:1 เก็บใส่ ตู้เย็นไว้เพื่อเตรียมปั่น ป้ายบนสไลด์เพื่อเตรียมส่งตรวจ
          2. กรณีที่สิ่งที่ดูดได้ไม่ใช่น้ำดังในข้อ 1 ให้เตรียมดังนี้
             หยดสิ่งที่ดูดมาได้มาลงบนสไลด์ซึ่งเปียก 95 % ethanol ไถด้วยสไลด์อีก 1 แผ่นซึ่งแห้ง ทำเช่นนี้ 4-6 สไลด์ 2-4 สไลด์แช่ในน้ำยา 95 % ethanol ทันที อย่าปล่อยทิ้งให้แห้ง ที่เหลืออีก 2 สไลด์ ปล่อยแห้งเพื่อเตรียมไว้ย้อมด้วยวิธี Wright Giemsa (สไลด์ที่ปล่อยแห้งนี้ต้องระบุที่ห่อด้วยว่าเป็น air dried smear)
          3. ส่วนที่เหลืออยู่ในเข็มและกระบอกฉีด ให้ดูด normal saline solution เข้าไปล้างสิ่งที่ ติดค้าง น้ำที่ล้างนี้ส่งตรวจเช่นเดียวกับน้ำเจาะปอด
          4. ถ้ามีชิ้นเนื้อติดมาด้วย ให้นำชิ้นเนื้อมาป้ายสไลด์ 1-2 แผ่น แล้วจุ่มสไลด์ลงใน 95 % ethanol ทันที ส่วนชิ้นเนื้อนำมาแช่น้ำยา 10 % formalin เพื่อส่งตรวจด้วย
          5. สไลด์ที่ส่งตรวจ ต้องเขียนชื่อ-นามสกุลของผู้ป่วยให้ชัดเจนส่งพร้อมใบส่งตรวจที่กรอก ข้อความโดยละเอียดด้วยลายมือที่อ่านง่าย
 
          1. เขียนชื่อ - สกุล ผู้ป่วยบนหัวสไลด์ฝ้า
          2. หยดหรือป้ายสิ่งส่งตรวจบนสไลด์
          3. ใช้สไลด์อีกแผ่นหนึ่งเขียนชื่อ-นามสกุล แล้ววางประกอบด้านบน แล้วลากไปด้านหนึ่งให้ สิ่งส่งตรวจกระจายทั่วสไลด์และบางสม่ำเสมอกัน
          4. นำสไลด์ทั้งหมดแช่ใน 95 % ethanol ทันที แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง แล้วนำขึ้นผึ่งให้แห้ง ห่อด้วยกระดาษ เขียนชื่อ-นามสกุล นำส่งพร้อมใบประวัติและใบนำส่ง
 
การส่งชิ้นเนื้อสดจากห้องผ่าตัดกรณีต้องการทราบผลเร่งด่วนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้
          1. นำใบรายงานส่งห้องปฏิบัติการจุลพยาธิ 2 เพื่อนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน โดยระบุ รายละเอียดให้ครบถ้วน ดังนี้
                    1.1 ชื่อ-นามสกุล อายุ เพศ HN AN แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดหอผู้ป่วยพร้อมหมายเลข โทรศัพท์ห้องผ่าตัดสำหรับกรณีที่จำเป็นต้องมีการติดต่อกลับ
                    1.2 ชนิดและตำแหน่งของสิ่งส่งตรวจ ประวัติการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
                    1.3 วัน เวลา ที่จะทำการผ่าตัด
          2. การส่งชิ้นเนื้อสดให้นำชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัดโดยไม่ต้องแช่ในน้ำยาใด ๆ ทั้งสิ้น บรรจุชิ้นเนื้อสดในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งของชิ้นเนื้อเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้อง
          3. เจ้าหน้าที่ผู้นำชิ้นเนื้อไปส่งจะต้องรอรับผลการวินิจฉัยเพื่อนำไปส่งแพทย์ผู้ทำการ ผ่าตัดด้วย และกรณีที่ได้รับผลครั้งแรกแล้วต้องการส่งชิ้นเนื้อสด เพื่อทำการตัดแช่แข็งเพิ่มเติมให้รีบแจ้งพยาธิแพทย์และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทราบโดยเร็วที่สุด
 
หมายเหตุ กรณีที่นำใบรายงานส่งไปนัดล่วงหน้าแล้ว ต้องการงดทำ Frozen sections กรุณาแจ้ง ให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการทราบด้วย
 
          วิธีการส่งชิ้นเนื้อเพื่อตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron Microscopy)
          ชิ้นเนื้อที่ต้องการส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
          1. ชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัดทันที (fresh specimen)
          2. ชิ้นเนื้อที่ผ่านการแช่ในฟอร์มาลินมาแล้ว (formalin-fixed specimen)
          3. ชิ้นเนื้อจากพาราฟินบล็อก (paraffin-embedded specimen)ชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 จะให้ผลการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นหากเป็นไปได้ ควรส่งชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 มาตรวจ ชิ้นเนื้อประเภทที่ 1 สามารถเตรียมชิ้นเนื้อก่อนส่งตรวจได้ ดังนี้
วิธีการเก็บชิ้นเนื้อ
          1. แจ้งแพทย์ผู้รับผิดชอบและเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน
          2. เตรียมน้ำยา glutaraldehyde fixative หรือขอรับน้ำยานี้ได้ที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรอการใช้งาน
          3. ทันทีที่ได้ชิ้นเนื้อสดจากการผ่าตัด ให้แบ่งมาส่วนหนึ่งล้างด้วย normal saline
          4. ใช้ใบมีดคม ๆ หั่นชิ้นเนื้อที่แบ่งมานี้ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ (ขนาดประมาณ 1 ลบ.ม.ม.) ในระหว่างนี้ให้หล่อชิ้นเนื้อด้วยน้ำยา glutaraldehyde ตลอดเวลา และควรรีบทำด้วยความรวดเร็ว ใส่ชิ้นเนื้อที่ได้ทั้งหมดลงในขวดน้ำยา glutaraldehyde บันทึกเวลาที่ใส่ชิ้นเนื้อ แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการ-
จุลทรรศน์อิเล็กตรอนภายในเวลาไม่เกิน 30 นาที
          5. หากไม่สามารถส่งชิ้นเนื้อได้ทันที ให้จับเวลา 30 นาที ระหว่างนี้ให้เขย่าขวดตลอดเวลาหรือใส่ขวดใน rotator หรือ shaker หลังจากครบเวลาให้เปลี่ยนใส่น้ำยา phosphate buffer แทน จากนั้นให้เปลี่ยนน้ำยา phosphate buffer อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 10 นาที แล้วเก็บใส่ตู้เย็นเพื่อรอส่งไปห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอนต่อไป (ควรส่งภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์)
          6. ชิ้นเนื้อประเภทที่ 2 และ 3 สามารถส่งมาได้ตามปกติ

หมายเหตุ การตรวจชิ้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ยังมีความสำคัญเป็นอันดับแรกของการตรวจชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัด เพราะฉะนั้นการตรวจชิ้นเนื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนควรทำไปพร้อมกับการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา

น้ำยาที่จำเป็นต้องใช้
          1. 4% Glutaraldehyde in Phosphate buffer  
             50% glutaraldehyde (EM grade) 8 ml.
             Phosphate buffer 92 ml.
             เก็บไว้ในตู้เย็น  
          2. Phosphate buffer
 
          Solution A :  
             Sodium dihydrogen phosphate monohydrate 2.26 g.
             Distilled water 100 ml.
          Solution B :  
             Sodium hydroxide 2.52 g.
             Distilled water 100 ml.
          Solution C :  
             Glucose (anhydrous) 5.4 g.
             Distilled water 100 ml.
          Solution D :
 
             ผสม Solution A 41.5 ml. กับ Solution B 8.5 ml. ปรับ pH 7.3-7.4  
          Buffer :  
             ผสม Solution C 5 ml. กับ Solution D 45 ml. เก็บไว้ในตู้เย็น  
 

การกำหนดวิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ
      1.ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจมีใบส่งตรวจ (ใบ request) กรอกรายละเอียดต่างๆ ที่มีใน
แบบฟอร์มให้ครบถ้วน พร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา และระบุความต้องการตรวจให้ชัดเจน
      2.ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจจัดทำใบนำส่งถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา สำหรับเรียก
เก็บเงินค่าตรวจและหากลืมส่งจะไม่สามารถออกผลการตรวจได้ (ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของทางราชการอาจใช้ใบนำส่งโดยมีลักษณะตามตัวอย่างที่แนบมา)
นอกจากนี้ให้ระบุในใบนำส่งว่า “ทาง....................(ชื่อสถานพยาบาลที่ส่งตรวจ) ขอส่งตรวจวิเคราะห์………...” โดยให้มีข้อความว่า “ขอให้มีการแจ้งเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือน” (ในกรณีที่ไม่ได้จ่ายเงินสดและต้องการให้มีการเรียกเก็บเงินภายหลังการตรวจ)
      3. หากไม่เป็นไปตามที่กำหนดทางสถาบัน สามารถพิจารณาเพื่อดำเนินการปฏิเสธสิ่งส่ง
ตรวจ

การเขียนแบบฟอร์มขอส่งตรวจ (ใบ request)
      1. สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจระบุคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษาเช่น history diagnosis, clinical
diagnosis หรือ pathological diagnosis ให้ชัดเจน ถ้ามีการวิเคราะห์ผล AFB  (สำหรับการตรวจเชื้อวัณโรค) แล้วให้ระบุผลด้วย ระบุว่าตัดเนื้อเยื่อจากตำแหน่งใด อวัยวะใด ส่วนใดให้ชัดเจน ระบุชื่อ, นามสกุล, เพศ, อายุ, เลขที่ภายในของโรงพยาบาล วันเดือนปี ให้ชัดเจน (อาจใช้ตามตัวอย่างใบ request ที่แนบมาด้วย)   
      2. กรุณาระบุเบอร์ติดต่อแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ เพื่อสะดวกในการติดต่อกลับ ใน
กรณีเกิดปัญหา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

วิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจ
ตรวจเชื้อวัณโรค การกลายพันธุ์ของยีน Kras และ EGFR
      1.การตรวจทั้ง 3 ชนิดนี้จะรับเฉพาะสิ่งส่งตรวจที่เป็น paraffin embedded tissue นอกจากนี้
การแช่10% neutral buffered formalin ในขั้นตอนก่อนการเตรียม paraffin embedded tissue นั้นไม่ควรนานเกิน 24 ชม.เนื่องจากจะทำให้ DNA ที่ต้องการตรวจเสื่อมสภาพ
      2. วิธีการเก็บและส่งสิ่งส่งตรวจที่เป็น paraffin embedded tissue
           2.1 ให้สถานพยาบาลผู้ส่งตรวจเลือกจากบล็อกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่ามีส่วน
ของชิ้นเนื้อที่สงสัยและต้องการตรวจ และบล็อกจะต้องมีเลขที่ ตรงกันกับใบส่งตรวจ
           2.2 การขนส่งควรมีวัสดุกันกระแทกขณะนำส่ง ชิ้นเนื้อและใบส่งตรวจห่อตาม
ระเบียบของพัสดุไปรษณีย์ เพื่อป้องกันการชำรุดเสียหายระหว่างทาง หรือนำส่งด้วยตนเองโดยส่งพร้อมหนังสือราชการนำส่ง
ระยะเวลาในการออกผล ทางหน่วยงานจะรวบรวมและเริ่มเตรียมตัวอย่างทุกวันพุธบ่าย ของทุกสัปดาห์ ระยะเวลาในการออกผลตรวจจะแยกเป็น 2 กรณี
      1  ถ้าทางสถาบันได้รับตัวอย่างสิ่งส่งตรวจ วันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธก่อนเวลา 12.00 น.
ผลการตรวจจะได้รับในวันพุธถัดไป  (7 วัน)
      2 หากสถานพยาบาลผู้ส่งตรวจส่งตัวอย่างมาถึงสถาบันพยาธิวิทยาหลังจากวันพุธเวลา
12.00 น. จะได้รับผลการตรวจใน 2 สัปดาห์ถัดไป

ตรวจ Ewing’s sarcoma
      การตรวจนี้จะรับสิ่งส่งตรวจทั้งที่เป็น paraffin embedded tissue และตัวอย่างสด 
ในกรณีตัวอย่างสดจะต้องแช่ทันทีหลังตัดในน้ำยาเฉพาะ (RNAlater) ซึ่งเก็บได้ที่อุณหภูมิ 15-25 องศาเซลเซียส และรีบนำส่งภายใน 2 วัน ส่วนกรณีตัวอย่างที่เป็น paraffin embedded tissue ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการส่งตรวจเชื้อวัณโรค การกลายพันธุ์ของยีน Kras และ EGFR ข้างต้น
      ระยะเวลาในการออกผล ทางหน่วยงานจะรวบรวมและเริ่มเตรียมตัวอย่างทุกวันศุกร์บ่าย
ของทุกสัปดาห์ ระยะเวลาในการออกผลตรวจจะแยกเป็น 2 กรณี
      1. ถ้าทางสถาบันได้รับตัวอย่างสิ่งส่งตรวจก่อนวันศุกร์เวลา 12.00 น. ผลการตรวจจะ
ได้รับในวันศุกร์ถัดไป (7 วัน)
      2. หากสถานพยาบาลผู้ส่งตรวจส่งตัวอย่างมาถึงสถาบันพยาธิวิทยาหลังจากวันศุกร์เวลา
12.00 น. จะได้รับผลการตรวจใน 2 สัปดาห์ถัดไป

ตรวจยีน SRY
      การตรวจนี้จะรับสิ่งส่งตรวจที่เป็นตัวอย่างเลือด ควรเจาะเลือดปริมาณ 2-5
มิลลิลิตร ใส่หลอดที่มีสารกันเลือดแข็ง EDTA หรือ heparin และนำส่งภายใน 24 ชั่วโมงที่ 4 องศาเซลเซียส
ระยะเวลาในการออกผล คือ 7 วันทำการ

ตรวจหาปริมาณยีนด้วยวิธี Fluorescence In Situ Hybridization (HER-2/neu และ N-myc FISH)
      1. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน
             1.1 เลือกบล็อกที่มีเนื้อเยื่อมะเร็ง
             1.2 ระบุหมายเลขบล็อก และรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจนพร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา
      2. การส่งเป็นสไลด์
             2.1 สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟินที่มีเนื้อเยื่อมะเร็ง ความหนาของ section 3ไมครอน นำเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 50o C ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ 58 o C อย่างน้อย 2 ชม. โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย Aminopropyl triethoxysilane แทน gelatin และควรส่งสไลด์จากบล็อกเดียวกันอย่างน้อย 3 แผ่น เนื่องจากอาจจะมีชิ้นเนื้อหลุดจากสไลด์ในขั้นตอนการย้อมได้ พร้อมด้วย H&E stained slide เพื่อใช้ประเมินสไลด์และระบุตำแหน่งของเซลล์มะเร็งในขั้นตอนการแปลผล
             2.2 เขียนหมายเลขชิ้นเนื้อ (surgical number) บนสไลด์และระบุรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจนพร้อมกับใบรายงานทางพยาธิวิทยา
หมายเหตุ:

  1. วันเวลาในการส่งชิ้นเนื้อ คือ วันจันทร์ - พฤหัสบดี ก่อน 14.00 น. และไม่ควรติด

วันหยุดราชการต่อเนื่อง เนื่องจากจะต้องนำชิ้นเนื้อนั้นผ่านขบวนการเตรียมชิ้นเนื้อภายในวันที่ได้รับ
      2.   บล็อกที่ได้ควรมาจากชิ้นเนื้อที่ fix ด้วย 10% neutral buffered formalin อย่างน้อย 6 ช.ม.
และไม่เกิน 48 ช.ม. การใช้น้ำยา fixative ชนิดอื่นหรือระยะเวลาในการ fixation สั้น (<6 ช.ม.) หรือนาน (>48  ช.ม.) มีผลต่อการแปลผล อาจได้ผลเป็นลบลวง (false negative) ได้
ระยะเวลาในการออกผล คือ 7 วันทำการ

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจติดต่องานอณูพยาธิวิทยา
กลุ่มงานชันสูตรพิเศษตามเลขหมายโทรศัพท์ดังนี้
02-3548208-15 ต่อ 136                    คุณประจักษ์ ผ่องอำพันธ์

02-3548208-15 ต่อ 233                    คุณรุ่งนภา อิทธิวุฒิ

DOWNLOADตัวอย่างหนังสือเรียกเก็บเงินค่าตรวจ

 
          1. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน สิ่งที่นำส่ง
             1.1 ใบสั่งย้อมพิเศษซึ่งระบุวิธีย้อมที่ต้องการ ผู้สั่ง และวันที่สั่งย้อม
             1.2 บล็อกพาราฟินของชิ้นเนื้อที่ต้องการสั่งย้อมพิเศษ

          2. การส่งเป็นสไลด์ สิ่งที่นำส่ง
             2.1 ใบสั่งย้อมพิเศษซึ่งระบุวิธีย้อมที่ต้องการ ผู้สั่ง และวันที่สั่งย้อม
             2.2 สไลด์ซึ่งออกได้เป็น
             2.2.1 สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟิน ความหนาของ Sections ประมาณ 3-5 ไมครอน โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย gelatin และผ่านการเข้าตู้อบที่อุณหภูมิ 58-60o C. อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
             2.2.2 สไลด์จากเซลล์สเมียร์ ซึ่งย้อม PAP มาแล้วและต้องการให้ล้างสี PAP ออก เพื่อย้อมพิเศษตามวิธีที่ต้องการ
             2.2.3 สไลด์จากเซลล์สเมียร์ที่ยังไม่ได้ย้อมสีให้ Fix มาใน 95% alcohol
             2.2.4 สไลด์จากเซลล์สเมียร์ที่ยังไม่ได้ย้อมสีและต้องการย้อมพิเศษเพื่อดูไขมัน (Fat) ให้ fix มาใน 60% Isopropyl alcohol

          3. การส่งชิ้นเนื้อที่ต้องการดูไขมัน (Fat) นำชิ้นเนื้อที่ต้องการดูไขมันขนาดหนาไม่เกิน 4-5 มิลลิเมตร แช่มาใน 10% formalin ในปริมาณที่เหมาะสมประมาณ 10 เท่าของขนาดชิ้นเนื้อบรรจุในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด พร้อมระบุ หมายเลขของชิ้นเนื้อ และแพทย์ผู้ส่งให้ชัดเจน

 
          1. การส่งชิ้นเนื้อสดที่ได้จากการผ่าตัด เพื่อต้องการตรวจหา Hormone receptor
             1.1 ให้ส่งชิ้นเนื้อพร้อมแบบฟอร์มขอตรวจชิ้นเนื้อ กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ถูกต้องครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดของแอนติเจนที่ต้องการตรวจหา
             1.2 ควร fix ชิ้นเนื้อทันทีใน 10% neutral buffer formalin รีบนำส่งสถาบันพยาธิวิทยา ชิ้นเนื้อที่ได้รับไม่ควร fix ในฟอร์มาลินเกิน 24 ชม.
             1.3 ถ้าไม่สามารถนำส่งได้ภายใน 24 ชม. ควรเก็บชิ้นเนื้อที่ fix ในฟอร์มาลินไว้ในตู้เย็น (ช่องธรรมดา) ขณะนำส่งควรแช่มาในน้ำแข็งด้วย หมายเหตุ วันเวลาในการส่งชิ้นเนื้อ คือ วันจันทร์ - พฤหัสบดี ก่อน 14.00 น. และไม่ควรมี วันหยุดราชการต่อเนื่อง เนื่องจากจะต้องนำชิ้นเนื้อนั้นผ่านขบวนการเตรียมชิ้นเนื้อภายในวันที่ได้รับ ชิ้นเนื้อ การ fix ในฟอร์มาลินนาน ๆ ทำให้ติดสีจางลง หรือเกิดผลลบปลอมได้

          2. การส่งเป็นบล็อกพาราฟิน
             2.1 เลือกจากบล็อกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า มีส่วนของชิ้นเนื้อที่สงสัยและต้องการตรวจ
             2.2 ระบุชนิดของแอนติเจนที่ต้องการตรวจหมายเลขบล็อก และรายละเอียดต่าง ๆ ในใบส่งตรวจให้ชัดเจน

          3. การส่งเป็นสไลด์
             3.1 สไลด์ที่ตัดจากบล็อกพาราฟิน ความหนาของ section 3-4 ไมครอน นำเข้าตู้อบที่ อุณหภูมิ 50o C ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ 58 o C อย่างน้อย 2 ชม. โดยใช้สไลด์ที่เคลือบด้วย aminopropyl triethoxyysilane แทน gelatin และควรส่งสไลด์จากบล็อกเดียวกันมากกว่า 2 แผ่น เพื่อทำ สไลด์ควบคุมและสำรอง เนื่องจากการย้อมมีขั้นตอนหลายขั้น อาจจะมีชิ้นเนื้อหลุดจากสไลด์ สไลด์ที่ตัดไว้นานเกิน 5 วันไม่เหมาะสำหรับย้อมหา estrogen receptor และ แอนติเจนอื่น ๆ อีกหลายชนิด เพราะจะติดสีได้น้อยลงหรือไม่ติดสีเลย
             3.2 สไลด์จากเซลล์สเมียร์ อาจจะเป็น
                  3.2.1 สไลด์ที่ย้อมสี PAP หรือ H&E มาแล้ว
                  3.2.2 สไลด์ที่ยังไม่ได้ย้อมสี ให้ fix มาใน 95% แอลกอฮอล์
                  3.2.3 สไลด์ Imprint เช่น จากมะเร็งเต้านมที่ต้องการย้อมหา ER, PR
                        - ให้ air dry 2-14 ชม. ที่อุณหภูมิห้องหรือ
                        - fix ใน 10% buffer formalin 2-4 ชม. (air dry สามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 10 วัน)

 
วิธีการส่งตรวจ
          1. ส่งสไลด์พร้อมบล็อกชิ้นเนื้อในกรณีปรึกษาชิ้นเนื้อทางศัลยพยาธิ , ชันสูตรพิเศษ งานจุลทรรศน์
อิเล็กตรอน หรือสไลด์ในกรณีปรึกษาทางเซลล์วิทยา พร้อมใบประวัติผู้ป่วย ซึ่งระบุผลการตรวจ
ทางคลินิก , การวินิจฉัยโรค และหนังสือนำส่งถึง ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
          2. โปรดระบุ ชนิดของการปรึกษาให้ชัดเจน
 
วิธีการส่งตรวจ
          1. ส่งชิ้นเนื้อที่ต้องการให้ทำกล่องบรรจุซึ่งแช่ในน้ำยาแช่เนื้อหรือกล่องที่ต้องการให้ซ่อม พร้อมใบแจ้ง
ความจำนง ถึง ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
          2. ในกรณีต้องการขอยืม ให้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา
 
วิธีการส่งตรวจ
          1. ในการขอชันสูตรศพ แพทย์ผู้ขอมีหน้าที่อธิบายแก่ญาติ ให้ทราบขั้นตอนและวิธีการของการตรวจศพก่อนทำการตรวจศพ ดังนี้
               - ต้องมีรอยผ่าและเย็บบริเวณหน้าอกถึงท้องน้อย และบริเวณหนังศีรษะ
               - ต้องมีการเอาอวัยวะภายในออกมาตรวจ
               - ต้องใช้เวลาในการตรวจประมาณ 3 ชั่วโมงต่อราย
          2. ส่งศพที่ต้องการตรวจ พร้อมใบยินยอมของญาติผู้เสียชีวิตแฟ้มประวัติผู้เสียชีวิต และใบร้องขอตรวจศพของแพทย์ผู้ขอให้กลุ่มงานตรวจศพ สถาบันพยาธิวิทยา
          3. ศพที่ต้องการตรวจไม่ควรเสียชีวิตเกิน 3 วัน
          4. แพทย์ผู้ขอ สามารถเข้าร่วมทำการตรวจศพกับพยาธิแพทย์ได้
 
การส่งชิ้นเนื้อ Kidney biopsy
          การส่งชิ้นเนื้อ Kidney biopsy เพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา

การเตรียมก่อนส่งตรวจ

          1. แจ้งให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการผู้รับผิดชอบทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน โดยโทรศัพท์แจ้งที่ สถาบันพยาธิวิทยา เบอร์โทรศัพท์ 0-2246-1656-63 แล้วต่อสายภายในตามหมายเลขเรียงลำดับ ดังนี้
              - ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน โทร.215 - กลุ่มงานชันสูตรพิเศษ โทร.136
              - ศูนย์รับ-ส่งสิ่งส่งตรวจ โทร.212
          2. เตรียมน้ำยาใส่ขวดไว้ ดังนี้
              - ขวดที่ 1 : 4% glutaraldehyde in phosphate buffer
              - ขวดที่ 2 : normal saline
              - ขวดที่ 3 : 10% neutral buffer formalin
          (น้ำยาทั้งหมดขอรับล่วงหน้าที่ห้องปฏิบัติการจุลทรรศน์อิเล็กตรอน สถาบันพยาธิวิทยา แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4? C หรือเตรียมได้เองตามวิธีเตรียมหน้า 43)

วิธีเก็บชิ้นเนื้อที่ได้จากการทำ Kidney biopsy

          1. ล้างชิ้นเนื้อที่เก็บได้ด้วย normal saline ทันที
          2. หยด normal saline ลงบนสไลด์ นำชิ้นเนื้อวางลงใน normal saline แล้วใช้มีดโกนหรือมีดผ่าตัดใหม่ ที่มีความคมมากแบ่งชิ้นเนื้อเป็น 5 ชิ้น อย่างรวดเร็วโดยให้ได้สัดส่วน ดังรูป

          

          3. นำชิ้นเนื้อทั้งหมดใส่ลงในขวดน้ำยาอย่างรวดเร็ว ดังนี้
              - ส่วนที่ 1 ใส่ลงใน 4% glutaraldehyde (สำหรับตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน)
              - ส่วนที่ 2 ใส่ลงใน 10% neutral buffer formalin (สำหรับตรวจด้วย light microscope)
          4. นำขวดน้ำยาทั้งหมดแช่เย็นโดยใช้น้ำแข็งใส่ในภาชนะเก็บความเย็น แล้วนำส่งอย่างรวดเร็ว (ให้ส่งถึงเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่ให้การตรวจภายในเวลา 30 นาที)
          5. หากไม่สามารถนำส่งห้องปฏิบัติการได้ทันที (เกิน 30 นาที) ให้ดำเนินการดังนี้
              - ส่วนที่ 1 ให้ใช้มีดโกนหรือมีดผ่าตัดใหม่ที่มีความควมมากแบ่งชิ้นเนื้อออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1 ลบ.มม. โดยทำการแบ่งชิ้นเนื้อบนสไลด์และชิ้นเนื้อนั้นต้องมีน้ำยา 4% glutaraldehyde หล่อให้ท่วมอยู่ตลอดเวลา เสร็จแล้วนำชิ้นเนื้อใส่ลงในขวดที่มีน้ำยา 4% glutaraldehyde ทิ้งไว้นาน 30 นาที ระหว่างนี้ให้เขย่าขวดตลอดเวลาหรือใช้เครื่อง rotator หรือ shaker เมื่อครบเวลาแล้วให้เปลี่ยนน้ำยาในขวดเป็น phosphate buffer โดยเปลี่ยนน้ำยา buffer 3 ครั้ง ๆ ละ 10 นาที ระหว่างนี้ต้องเขย่าขวดเช่นกัน เสร็จแล้วให้นำชิ้นเนื้อที่แช่ใน buffer นี้เก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4? C เพื่อรอนำส่งต่อไป
              - ส่วนที่ 2 ไม่ต้องใส่ใน normal saline ให้ใส่ลงใน OCT compound (เป็นชื่อทางการค้าและเป็นน้ำยาสำเร็จรูปต้องจัดหาเอง) แล้วทำให้แข็งโดยแช่ในช่อง freeze ทิ้งไว้เพื่อรอนำส่งต่อไป ระหว่างนำส่งต้องเก็บในน้ำแข็งแห้งไม่ให้ OCT compound ละลาย (ดูรายละเอียดการวางชิ้นเนื้อใน OCT หน้า 45)
              - ส่วนที่ 3 ให้ใส่ไว้ในตู้เย็นอุณหภูมิ 4? C เพื่อรอนำส่งพร้อมกับส่วนอื่น ๆ นำชิ้นเนื้อทั้ง 3 ส่วนส่งตรวจโดยวิธีเดียวกับข้อ 4
 
          1. 4% glutaraldehyde in phosphate buffer  
             50% glutaraldehyde (EM grade) 8 ml.
             phosphate buffer 92 ml.
          2. phosphate buffer  
             Solution A :
 
                    sodium dihydrogen phosphate monohydrate
2.26 g.
                    distilled water 100 ml.
             Solution B :
 
                    sodium hydroxide
2.52 g.
                    distilled water
100 ml.
             Sodium C :
 
                    Glucose (anhydrous)
5.4 g.
                    distilled water
100 ml
             Sodium D :
 
                    ผสม Solution A 41.5 ml. กับ Solution B 8.5 ml. ปรับ pH 7.3-7.4  
             Buffer :
 
                    ผสม Solution C 5 ml. กับ Solution D 4.5 ml. เก็บไว้ในตู้เย็น  
          3. 10% neutral buffer formalin
 
             sodium dihydrogen phosphate monohydrate
0.4 g.
             disodium hydrogen phosphate anhydrous
0.65 g.
             40% formaldehyde (100% formalin)
10 ml.
             distilled water 90 ml.
 
          วางแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ขนาดพอที่จะห่อชิ้นเนื้อได้สะดวก บนน้ำแข็งแห้งหรือบนพื้นที่มีความเย็นจัดประมาณ -200? C เช่น ในช่องแช่แข็งในตู้เย็น หยด OCT compound ลงไป รอจนเริ่มแข็งตัว OCT จะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น นำชิ้นเนื้อวางลงไปในแนวราบ ถ้าเป็นชิ้นเนื้อจากผิวหนังให้วางชิ้นเนื้อโดยการตะแคงข้างขึ้น โดยให้ชั้นผิวหนังและชั้นใต้ผิวหนังอยู่ในแนวราบ แล้วหยด OCT ลงไปอีกจนท่วมชิ้นเนื้อพับอลูมิเนียมฟอยล์ห่อชิ้นเนื้อนั้นนำใส่ในขวดเก็บตัวอย่าง แล้วรีบแช่ในน้ำแข็งแห้งหรือไนโตรเจนเหลวทันที
 
 
   
   
   
   
ll     หน้าแรก     ll
สถาบันพยาธิวิทยา 2/2 ถนนพญาไท แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร 0-2354-8208-15 แฟกซ์ 02-354-8200